อัพเดท 30 ประเทศ ที่ไม่ต้องขอวีซ่า!

อัพเดท 30 ประเทศไม่ต้องขอวีซ่า  ใช้เพียง Passport ไทย   ไม่ต้องขอวีซ่า!



วีซ่า (Visa) เป็นเอกสารสำคัญในการจะผ่านด่านเข้าเมืองไปเยือนต่างประเทศ   วีซ่านั้นมีทั้งแบบที่เป็นตรายางประทับ เป็นสติกเกอร์สัญลักษณ์ต่างๆ หรือเป็นใบเอกสารขนาดเล็กแนบติดมาในหน้าพาสปอร์ต โดยอายุของวีซ่านั้นจะมีแตกต่างกันไปตามแต่กฎระเบียบ และข้อตกลงระหว่างประเทศ

การจะไปเยือนประเทศใดก็ตามจะต้องมีการขอวีซ่าซึ่งเป็นเสมือนใบอนุญาตผ่านเข้าเมืองเสียก่อน แต่ทั้งนี้ก็มีหลายประเทศที่ยกเว้นวีซ่าล่วงหน้า นั่นหมายถึงพาสปอร์ตไทยของเราสามารถใช้เดินทางไปลงประทับตราวีซ่าได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินของประเทศเหล่านั้นได้เลย โดยไม่ต้องมีการขอวีซ่าล่วงหน้าให้ยุ่งยาก หรือที่เราเรียกว่าการลงตราวีซ่าขาเข้าเมือง

 

ประเทศที่อนุญาตให้อยู่ได้  14  วัน

-บาห์เรน*

-บรูไน*

-กัมพูชา

-เมียนมาร์

 

ประเทศที่อนุญาตให้อยู่ได้  15  วัน

-ญี่ปุ่น*

 

ประเทศที่อนุญาตให้อยู่ได้  30  วัน

- ไต้หวัน  รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า! ไต้หวัน ยกเลิกขอวีซ่า 1 ส.ค.นี้

-ฮ่องกง

-อินโดนีเซีย*

-ลาว

-มาเก๊า

-มองโกเลีย

-มาเลเซีย*

-มัลดีฟส์*

-ฟิลิปปินส์*

-รัสเซีย

-เซเชลส์*

-สิงคโปร์*

-แอฟริกาใต้*

-ตุรกี*

-เวียดนาม

- กาตาร์

 

ประเทศที่อนุญาตให้อยู่ได้ 90 วัน

-อาร์เจนตินา

-บราซิล

-ชิลี

-เอกวาดอร์*

-จอร์เจีย*

-สาธารณรัฐเกาหลี

-เปรู

-วานูอาตู*

 

ประเทศที่อนุญาตให้อยู่ได้ 180 วัน

-ปานามา*

 

ประเทศที่อนุญาตให้อยู่ได้ 365 วัน

- จอร์เจีย

 

1. ประเทศไต้หวัน (Taiwan) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

ไต้หวัน หลังจากที่ทางรัฐบาลไต้หวัน ได้ประกาศยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่าให้คนไทย และประเทศในอาเซียน เมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุดก็ได้ประกาศ ขยายเวลาฟรีวีซ่าให้เพิ่มอีก 1 ปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่  1 สิงหาคม 2560 ถึง 31 กรกฎาคม 2561 ใครมีแพลนไปเที่ยวประเทศไต้หวัน อยากแบ็คแพ็คไปสัมผัสเมืองแห่งวัฒนธรรม ศิลปะ และธรรมชาติ ไม่ว่าจะเที่ยวในเมืองอย่างกรุงไทเป, เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น, ย่านซีเหมินติง, อนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัตเซน, วัดหลงซาน, ตึกไทเป 101, อนุสรณ์สถานเจียง ไคเชก หรือท่าเรือตัมสุ่ย

2. ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) : ท่องเที่ยวได้ 90 วัน

เกาหลี เป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะสาวๆ เนื่องจากใช้เวลาเดินทางไม่นานเพียงแค่ 5-6 ชั่วโมง หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีนั้นมีมากมายหลายแห่ง โดยเฉพาะกรุงโซล Seoul นอกจากเป็นเมืองหลวงของเกาหลีใต้แล้ว ยังเป็นเมืองที่ผู้คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เพราะมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สถานที่ช้อปปิ้งที่มีสินค้าให้เลือกทุกประเภท และแหล่งบันเทิงต่างๆ ที่สุดฮิตก็คงไม่พ้น พระราชวังคยองบกกุง, เกาะนามิ, เมียงดง, เกาะเซจู, โซลทาวเวอร์หมู่บ้านบุกชอนฮันอก, แดดุนซาน, ลอตเต้เวิล์ด ถือได้ว่าเป็น ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า ยอดนิยม

3. ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะรวมกันอยู่มากกว่า 7,000 เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ชาวฟิลิปปินส์ในปัจจุบันมีการสืบเชื้อสายมาจากการผสมผสานของหลายชาติพันธุ์ เช่น มองโกเลีย อินโดนีเซีย มาเลย์ และจีน รวมไปถึงยังมีผู้อพยพชาวอินเดีย อาหรับ สเปน และอเมริกันมาอาศัยรวมอยู่ด้วย ประเทศที่มีความโดดเด่นทางน้ำก็ต้องที่นี่แหละ มีชายหาด ทะเล และเกาะมากมายเหลือเกิน ลองไปเที่ยวชมสถานที่และแหล่งธรรมชาติดูสิ ไม่ว่าจะเป็น เมืองมะนิลา, ซีบู, ภูเขาช็อกโกแลต (Chocolate Hills), ปวยร์โตปรินเซซา (Puerto Princesa) นครแห่งเทพเจ้า, อุทยานธรรมชาติปะการังตุบบาตาฮา (Tubbataha Reef), ภูเขาไฟมายอน (Mayon Volcano), นาขั้นบันไดบานาเว (Banaue Rice Terraces) เป็นต้น

4. ประเทศลาว (Laos) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

ประเทศลาว หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนของไทย นับว่าได้รับกระแสความนิยมในเรื่องท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ด้วยลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ภาษา และวิถีชีวิตของคนลาว มีลักษณะที่ไม่ต่างจากคนไทยมากนัก สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและเป็นที่รู้จักกันดีก็มี เวียงจันทน์ วังเวียง ปากเซ หรือหลวงพระบาง จากไทยสามารถเดินทางไปยังลาวได้ โดยผ่านจุดผ่านแดนบริเวณชายแดนไทย-ลาวทั้งหมด 15 จุด และภาษาลาวนั้นมีสำเนียงคล้ายกับภาษาอีสานของไทยเรานี่แหละ

5. ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านชายแดนใต้ของเรา และคนไทยไทยเดินทางไปเที่ยวมากเป็นอันดับต้นๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยมีทะเลจีนใต้กั้น ส่วนแรกคือ คาบสมุทรมลายู หรือ มาเลเซียตะวันตก มีพรมแดนทางทิศเหนือติดประเทศไทย และทิศใต้ติดกับสิงคโปร์ ส่วนที่สองคือ ตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว หรือ มาเลเซียตะวันออก มีพรมแดนทางทิศใต้ติดอินโดนีเซีย และมีพรมแดนล้อมรอบประเทศบรูไน มาเลเซียเป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่มประเทศอาเซียน มีเมืองหลวงคือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ หลายคนคงรู้จักการละหมาด ซึ่งประเทศมาเลเซียนั้นมีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในประเทศ โดยมีมากถึง 55% ไปเที่ยวทั้งทีต้องไม่พลาดรัฐมะละกา (Melaka), ตึกเปโตรนาส (Petronas Twin Towers), เมืองปุตราจายา (Putrajaya), สวนน้ำเลโก้แลนด์

6. ประเทศเวียดนาม (Vietnam) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

เวียดนาม นับว่าเป็นเพื่อนบ้านกับไทยมานาน นอกจากนี้ ในประเทศยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังคงความงดงาม รวมถึงมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกหลายแห่งอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ฮอยอัน, อ่าวฮาลอง (Ha Long Bay),  สุสานโฮจิมินห์, พระราชวังเว้, ภูเขาทรายสองสีที่หมุยแหน (The Sand Dunes of Mui Ne)

7. ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

สิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็กๆในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศไทยต่อจากประเทศมาเลเซีย เป็นปากอ่าวต้อนรับนักเดินทางจากตะวันตกสู่คาบทวีปตะวันออก ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเจริญสูงสุดแถวหน้าของโลก ขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตสูง (ขึ้นชื่อว่าเป็นสีสันของทวีปเอเชียเชียวล่ะ) เป็นเมืองท่าและเมืองเศรษฐกิจการค้าหลักในแถบเอเชีย มีความหลากหลายของเชื้อชาติและศาสนา จึงมีความแตกต่างที่ลงตัวทั้งด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ ศิลปะและเทคโนโลยี แถมยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดอีกด้วย เกาะนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวแทบจะทุกมุม เช่น S.E.A. Aquarium, Universal Studio, มาริน่า เบย์ (Marina Bay), คลาร์ก คีย์ (Clarke Quay), วัดศรีมาริอัมมันต์, วัดเจ้าแม่กวนอิม, วัดเซียนฮกเก๋ง

8. เขตบริหารพิเศษมาเก๊า (Macao) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

มาเก๊า เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของจีน และอยู่ทางตะวันตกของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล โดยมีพรมแดนติดกับมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งไม่ห่างจากฮ่องกงเท่าไรนัก ดินแดนแห่งนี้รู้จักกันดีในหมู่นักเสี่ยงโชค เพราะมีคาสิโนถูกกฎหมายเยอะมาก แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วมาเก๊ายังน่าท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะในอดีตมาเก๊าเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโปรตุเกส จึงทำให้มีกลิ่นอายของโปรตุเกสอยู่มาก ทั้งบ้านเรือนและวัฒนธรรมการกิน มีบรรยากาศที่โรแมนติก สถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาด มาเก๊าก็จะมีการตกแต่งไฟสวยๆในบริดวณหลายจุด เช่น Senado Square ถ้าใครรอเคาท์ดาวน์ที่ฮ่องกงและมาเก๊า บอกเลยว่าจะได้ชมพลุสุดอลังการแน่นอน นอกจากนี้ที่เที่ยวฮิตก็ยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น ซากโบสถ์เซนต์ปอล, จัตุรัสเซนาโด, วัดอาม่า, ฟอร์ทาเลซา ดู มอนเต, พิพิธภัณฑ์มาเก๊า, มาเก๊าทาวเวอร์, มาเก๊า ฟิชเชอร์แมน วาร์ฟ

9. ประเทศญี่ปุ่น (Japan) : ท่องเที่ยวได้ 15 วัน

ญี่ปุ่น  มีเกาะหลัก 4 เกาะด้วยกัน คือ เกาะฮอกไกโด (Hokkaido) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ, เกาะฮอนชู (Honshu) ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ เป็นเกาะหลัก, เกาะชิโกกุ (Shikoku) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกทางตอนล่างของเกาะฮอนชู เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาเกาะหลัก และเกาะคิวชู (Kyushu) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ และหนึ่งในภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ ภูเขาไฟฟูจิ คนไทยเราก็ไปเช็คอินญี่ปุ่นกันบ่อยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเมืองเกียวโต โอซาก้า นารา ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตก็มี ช้อปปิ้งย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ, ปราสาทฮิเมะจิ, ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ, เล่นสกีบนเกาะฮอกไกโด เป็นต้น ถือได้ว่าเป็น ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า ยอดนิยม

10. ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

อินโดนีเซีย ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างแดนอิเหนาก็มีสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าสนใจมากมายหลายแห่ง ทั้งที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน หรือรู้จักแค่บางแห่งที่ขึ้นชื่ออย่าง บาหลีเป็นประเทศที่มีประชากรมากสุดเป็นอันดับ 4 และมีหมู่เกาะมากที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นเกาะบาหลี, มหาเจดีย์บุโรพุทโธ, อุทยานแห่งชาติโคโมโด (Komodo National Park), เกาะกีลี (Gili Islands), ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo), วัดพรัมบานัน (Prambanan Temple), ดินแดนลึกลับโทราจาแลนด์

11. เขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

ฮ่องกง ดินแดนที่ไม่เคยหลับใหล เคยรุ่งเรืองอย่างไรก็ยังรุ่งเรืองอยู่อย่างนั้น โดยเฉพาะปัจจุบันที่กลายเป็นเมืองแห่งการช้อปปิ้งอันดับต้นๆ ของเอเชียไปเสียแล้ว ไม่ว่าใครไปฮ่องกงก็ต้องได้สิ่งของติดไม้ติดมือกันมาทั้งนั้น โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม เพราะฮ่องกงเป็นดินแดนที่ปลอดภาษี ขาช้อปทั้งหลายจึงได้ยิ้มแฉ่งไปตาม ๆ กัน นอกจากการช้อปปิ้งแล้ว ฮ่องกงก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสุดอันซีนมากมาย เช่น อะเวนิว ออฟ สตาร์, เดอะพีค, ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์, ตลาดกลางคืนเทมเปิลสตรีท

12. ประเทศกัมพูชา (Cambodia) : ท่องเที่ยวได้ 14 วัน

กัมพูชา ดินแดนแห่งอารยธรรม สถาปัตยกรรม และเทวสถานที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในอดีต ผ่านมานานเป็นพันๆปี กัมพูชา หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า เขมร หรือ ขะแมร์ ทิศเหนือและทิศตะวันตกติดกับประเทศไทยเรานี่เอง ประชาชนส่วนใหญ่ครึ่งหนึ่งของประเทศมีอายุต่ำกว่า 19 ปี เพราะประเทศกัมพูชาเคยทำสงครามเพื่อล้างเผ่าพันธุ์ให้ประชาชนเหลือน้อยที่สุด ถ้าได้ไปเที่ยวจะเห็นประวัติการเข่นฆ่า เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ ด้วยวิธีที่โหดเหี้ยม กัมพูชาเป็นประเทศที่มีศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา และสถาปัตยกรรมต่างๆใกล้เคียงกับประเทศไทย ที่พลาดไม่ได้ก็คือ นครวัด 1 ใน7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น ทะเลสาบ เทือกเขาสูง น้าตกสวยๆ ป่าไม้ที่ยังอุดมสมบูรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆคือ พระราชวังหลวงพนมเปญ, ปราสาทบายน, ปราสาทนครธม, วิมานเอกราชหรืออนุสาวรีย์อิสรภาพ และยังมี โรซาน่า บรอดเวย์ เมืองเสียมเรียบคาบาเร่ย์โชว์แห่งแรกในกัมพูชาอีกด้วย

13. ประเทศแอฟริกาใต้ (Republic of South Africa) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

แอฟริกาใต้ เป็นประเทศอิสระที่อยู่ตอนปลายทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดกับประเทศนามิเบีย ประเทศบอตสวานา ประเทศซิมบับเว ประเทศโมซัมบิก และประเทศสวาซิแลนด์ ส่วนประเทศเลโซโท (Lesotho) เป็นดินแดนที่ถูกล้อมรอบทุกด้านด้วยอาณาเขตของประเทศแอฟริกาใต้ รวมทั้งยังเป็นประเทศส่งออกเพชรและทองคำ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเป็นที่ 3 ของโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิประเทศประกอบไปด้วยชายฝั่ง ภูเขา ทะเลทราย ผืนป่าเขียวชะอุ่ม และมีสัตว์ป่า แอฟริกาขึ้นชื่อในเรื่องของอากาศ ส่วนใหญ่จะมีอากาศอบอุ่น แต่ก็มีแดดจัด ฤดูหนาวจะเย็นและฝนตกเนื่องจากแอฟริกาใต้ตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ฤดูกาลจึงตรงข้ามกับ อเมริกาเหนือและยุโรป สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตต้องนี่เลย Sun City Resort (รีสอร์ตซันซิตี้) รีสอร์ทและคาสิโนสุดหรู, เขตป่าสงวนฮลูฮลูเว้-อัมโฟโลซี่, Blyde River Canyon (หุบผาแม่น้ำไบลด์), Durban Beaches (ชายหาดเดอร์บัน), able Mountain (เทเบิ้ลมาวเท่น /ภูเขารูปโต๊ะ), Kruger National Park (อุทยานแห่งชาติครูเกอร์)

14. ประเทศบราซิล (Brazil) : ท่องเที่ยวได้ 90 วัน

บราซิล เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ มีพื้นที่กว้างขวางระหว่างตอนกลางของทวีปอเมริกาใต้และมหาสมุทรแอตแลนติก โดยมีกรุงบราซีเลีย (Brasília) เป็นเมืองหลวงของประเทศ บราซิลอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก ทองคำ ถ่านหิน น้ำมัน นิคเกิล ยูเรเนียม ไม้ซุง แร่ดิบ และแร่รัตนชาติ ถือได้ว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดคือ Cristo Redentor (The Christ the Redeemer) รูปปั้นพระเยซู, สนามกีฬา  Maracana Stadium, สวนพฤกษชาติ Jardim Botanico, ภูเขากลางอ่าว Guanabara Bay

15. ประเทศบาห์เรน (Bahrain) : ท่องเที่ยวได้ 14 วัน

บาห์เรน เป็นประเทศเกาะในอ่าวเปอร์เซีย (อ่าวอาหรับ) อยู่ห่างจากประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีสะพานเชื่อมต่อระหว่างกัน 28 กิโลเมตร คือ สะพานคิงฟะฮัด บาห์เรนเคยอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษ บาห์เรนเป็นประเทศแรกในอ่าวอาหรับที่ขุดพบน้ำมันดิบในปี 2475 และมีการสร้างโรงกลั่นน้ำมันขึ้น แต่ ปริมาณน้ำมันดิบที่ขุดพบในบาห์เรนนับว่ามีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับประเทศคูเวตและซาอุดีอาระเบีย แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว มัสยิดกลาง (Al Fateh Grand Mosque), พระราชวังเก่า Beit Shaikh Isa และย่านวัฒนธรรม Muharraq, ฟาร์มอูฐ จานาบิยา, พิพิธภัณฑ์น้ำมัน

16. ประเทศเปรู (Perú) : ท่องเที่ยวได้ 90 วัน

เปรู เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ มีเมืองหลวงคือ กรุงลิมาง เป็นจุดศูนย์กลางของประเทศ พื้นที่ในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง โดยมีเทือกเขาแอนดิสพาดผ่านขนานกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งแบบภูมิประเทศได้เป็น 3 แบบ ได้แก่ พื้นที่ชายฝั่งหรือโกสตา (Costa) ทางตะวันตก เป็นที่ราบแคบ และแห้งแล้ง ยกเว้นบริเวณหุบเขา ซึ่งเกิดจากแม่น้ำตามฤดูกาล เขตที่สูง หรือ เซียร์รา (Sierra) เป็นภูมิภาคประเทศบนเทือกเขาแอนดีส ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ราบสูงอัลตีปลาโน เขตป่ารกทึบ หรือเซลบา (Selva) เป็นที่ราบกว้างขวาง ปกคลุมด้วยพื้นที่ของป่าดิบชื้นอเมซอน สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไป ซากปรักหักพัง มาจูปิจู (Machu Picchu), จุดชมวิว (Huayna Picchu), เขาเรนโบว์ Cerro Colorado Vinicunca

17. ประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador) : ท่องเที่ยวได้ 90 วัน

เอกวาดอร์ เป็นประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ Ecuador เป็นภาษาสเปน ตรงกับคำว่า Equator ในภาษาอังกฤษ แปลว่า เส้นศูนย์สูตร การตั้งชื่อเช่นนี้เป็นเพราะประเทศเอกวาดอร์ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรพาดผ่าน ทำให้ทั้งประเทศได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดปี แต่สภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ พื้นที่ภูเขา ป่าฝน และชายฝั่งทะเลแปซิฟิก ประเทศเอกวาดอร์มีชื่อเสียงทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ภูเขาไฟโกโตปักซี (Cotopaxi) ภูเขาไฟที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียง 48 กิโลเมตร บนเทือกเขาแอนดีส ภูเขาไฟโกโตปักซีเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับที่อยู่สูงที่สุดในโลก และในทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนภูเขาไฟแห่งนี้เป็นจำนวนมาก เมืองบาโญส (Banos) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินป่า และชมความสวยงามจของน้ำตก แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจคือ หมู่เกาะกาลาปาโกส เป็นหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยสัตว์มากมายหลายพันธุ์ เป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก

18. ประเทศบรูไน (Brunei) : ท่องเที่ยวได้ 14 วัน

ประเทศบรูไน เป็นประเทศเล็กๆ แต่มีเศรษฐกิจที่ดีไม่น้อยหน้าไปกว่าประเทศอื่นใดในเอเชีย แหล่งท่องเที่ยวยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้เป็นอย่างมาก เพราะมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจน้อยซะงั้น แต่รับรองได้เลยว่าทุกคนที่ได้ไปถึง เป็นต้องได้รับความประทับใจกลับมาแน่นอน สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์บรูไน, มัสยิดสุลต่านโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน, พระราชวังอิสตานา นูรัล อีมาน, สวนเจรูดง, มัสยิดจาเม อาร์ ฮัสซานัล โบลเกียห์

19. ประเทศปานามา (Panamá) : ท่องเที่ยวได้ 180 วัน

ปานามา เป็นประเทศที่อยู่ทางใต้สุดของอเมริกากลาง เป็นประเทศที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจทีเดียว ปานามาไม่ใช่ประเทศล้าหลังที่เป็นสวรรค์ของนักฟอกเงิน ตรงกันข้าม ตอนนี้กำลังกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของละตินอเมริกา มีสถาบันการเงินระดับใหญ่ เป็นต้นทางการขนส่งตู้สินค้า เพราะเป็นเส้นทางขนส่งทางยุทธศาสตร์ของทวีปอเมริกา สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาด คลองปานามา, เมืองคาสิโน Panaviera at Ocean Sun Casino, โบสถ์และวิหาร Iglesia del Carmen, น้ำตก El Chorro Macho, พิพิธภัณฑ์ BioMuseo

20. ประเทศอาร์เจนตินา (Argentina) : ท่องเที่ยวได้ 90 วัน

อาร์เจนติน่า ประเทศขนาดใหญ่ในอเมริกาใต้แห่งนี้ มีน้ำตกที่โด่งดังสุดตระการตา เทือกเขาแอนดีสอันยิ่งใหญ่ ไวน์ การเต้นระบำแทงโก้ และเมืองหลวงบัวโนส ไอเรสที่น่าตื่นตาตื่นใจ ถือเป็นสวรรค์สำหรับนักเดินทาง จะได้สัมผัสตั้งแต่เมืองหลวงที่มีมนต์เสน่ห์ ไปจนถึงเมืองอาณานิคมอันเงียบสงบ ประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอเมริกาใต้แห่งนี้มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่หลากหลาย ด้วยภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันไป ตั้งแต่หิมะ ธารน้ำแข็ง ภูเขาสูง ทุ่งหญ้าอบอุ่น ไร่องุ่น แคนยอน ทะเลทราย จนกระทั่งป่าดิบชื้น แหล่งท่องเที่ยวที่แนะนำว่าไม่ควรพลาดคือ น้ำตกอีกวาซู, The BigBen of Argentina, สีสันบ้านเรือนย่าน La Boca, El Tren a Las Nubes (รถไฟไปยังเมฆ), เยี่ยมชมโรงกลั่นเหล้าองุ่น, เทือกเขา Hornocal (เนินเขาเจ็ดสี)

21. ประเทศชิลี (Republic of Chile) : ท่องเที่ยวได้ 90 วัน

ชิลี เป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ มีเนื้อที่ติดชายฝั่งทะเลยาวระหว่างเทือกเขาแอนดีสกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีอาณาเขตจรดประเทศอาร์เจนตินาทางทิศตะวันออก แม้ว่าชิลีจะเป็นประเทศที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก แต่เรื่องความยาวประเทศนี้กินขาดประเทศอื่นๆในโลก เพราะเป็นเจ้าของสถิติประเทศที่ยาวที่สุดกว่า 4,300 กิโลเมตร แต่กว้างแค่เพียง 180 กิโลเมตรเท่านั้น จุดเด่นของชิลีนั้นอยู่ตรงที่ความหลากหลายของภูมิประเทศ ที่มีตั้งแต่ทะเลทรายที่จัดได้ว่าแห้งแล้งที่สุด ไปจนถึงธารน้ำแข็ง และฟยอร์ด นอกจากนี้ยังมีภูเขาไฟรายล้อมอีกหลายแห่ง สมกับเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟ หรือ “ring of fire” ซึ่งเป็นเขตรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก ที่จะส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่นี่ก็ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่ไม่ขาดสาย เพราะด้านหน้าเป็นทะเลสาบและด้านหลังเป็นภูเขาไฟ ทำให้ภูมิประเทศนี้มีความสวยงามและแปลกตา

22. ประเทศเซเชลส์ (Seychelles) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

เซเชลส์ รู้จักกันในนาม Paradise on Earth หรือ สวรรค์บนดินในหมู่นักท่องเที่ยว หมู่เกาะเซเชลส์เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่บริเวณทวีปแอฟริกา มีหมู่เกาะเรียงรายกว่า 115 เกาะ ห่างจากชายฝั่งแอฟริกาทางตะวันออก 1,600 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมาดากัสการ์ คนที่นี่จะใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสได้คล่องเนื่องจากเคยถูกปกครองจากสองประเทศนี้ อากาศจะอบอุ่นตลอดทั้งปี ช่วงไฮซีซั่นจะเป็นช่วง มิถุนายนถึงสิงหาคม นักท่องเที่ยวส่วนมากจะมาจากอเมริกาและยุโรปเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญเกาะนี้เคยเป็นที่ฮันนีมูนของเจ้าชายวิลเลียมและเคทด้วย ที่นี่ก็มีหาดสวยๆหลายหาดด้วยกัน แต่ที่แนะนำคือหาด Anse Lazio

23. ประเทศมองโกเลีย (Mongolia) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

มองโกเลีย ดินแดนแห่งธรรมชาติ ภูเขา ป่าไม้ และทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากมีความโดดเด่นทางด้านธรรมชาติแล้ว สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของมองโกเลียอีกอย่างก็คือ ศิลปวัฒนธรรมและผู้คนซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่นๆ ผู้คนท้องถิ่นยังคงดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย จึงไม่แปลกใจที่ดินแดนแห่งนี้จะเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางจากทั่วโลก มาถึงที่นี่ทั้งทีต้องมาเยือนทะเลทรายโกบี, เทือกเขาอัลไต, ทุ่งหญ้า Dornod Aimag, จัตุรัสซัคบาทาร์ (Sukhbaatar Square) และที่พักสไตล์เกอร์

24. ประเทศรัสเซีย (Russia) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

รัสเซีย ท่องเที่ยวแดนหมีขาว ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมยุโรปและเอเชียไว้ด้วยกัน ออกมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปะรัสเซีย สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำคือ มอสโกเครมลิน (Moscow Kremlin) เขตมรดกโลก, วิหารเซนต์บาซิล (St. Basil’s Cathedral) โดมทรงหัวหอม 9 โดมและโบสถ์หลังคาสูงยอดแหลม, จตุรัสแดง (Red Square), สุสานเลนิน (Lenin Mausoleum), พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ(Hermitage Museum) ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก, วิหารเซนต์ไอแซค (Saint Isaac’s Cathedral) โบสถ์เก่าแก่ที่มีหลังคาโดมใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

25. ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) : ท่องเที่ยวได้ 90 วัน

วานูอาตู เป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกของประเทศออสเตรเลียราว 1,200 กม. ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ประมาณ 82 เกาะ ในจำนวนนี้มีเกาะราว 65 เกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่  และสภาพของเกาะส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาสูง เนื่องจากเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน รวมถึงยังมีภูเขาไฟใต้น้ำตั้งอยู่ทั่วทุกภูมิภาคอีกด้วย เศรษฐกิจนั้นส่วนใหญ่ของวานูอาตูจะอิงกับเศรษฐกิจแบบเลี้ยงชีพ หรือเกษตรกรรมขนาดเล็ก อาชีพที่สำคัญคือการประมงชายฝั่ง มีบางส่วนที่ทำการท่องเที่ยว แต่ใครจะรู้ล่ะว่ามีผลสำรวจออกมาว่า ที่นี่เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก

26. ประเทศตุรกี (Turkey) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

ตุรกี เป็นประเทศที่สวยงามด้วยมรดกโลกและสิ่งมหัศจรรย์ของโลก รวมทั้งร่องรอยแห่งอารยธรรมโบราณอันยิ่งใหญ่ ผู้คนเป็นมิตร อาหารอร่อย และราคาไม่แพงอย่างที่คิด ตุรกีเป็นนครที่อุดมไปด้วยเรื่องราวแห่งตำนานและประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามเมืองทรอย และม้าไม้อันลือลั่น อิสตันบูล สถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็น วิหารเซนต์โซเฟีย, วิหารอะโครโปลิส เมืองเพอร์กามุม, พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ เมืองคัปปาโดเจีย, นครใต้ดินไคมัคลึ, ปราสาทปุยฝ้าย เมืองปามุกคาเล่

27. ประเทศจอร์เจีย (Georgia) : ท่องเที่ยวได้ 365 วัน

จอร์เจีย เป็นประเทศที่ไม่ใหญ่มาก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซีย อุดมไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม โดยสิ่งที่โดดเด่นของจอร์เจียคือประเทศส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นเทือกเขาที่มีความงามระดับโลก นักปีนเขา หนักกิจกรรมสโนว์มักจะเดินทางไปประเทศจอร์เจียเพื่อท่องเที่ยวทั้งในหน้าหนาวและในฤดูใบไม้ผลิบาน จอร์เจีย เป็นที่รู้จักของชาวยุโรปมานานแล้ว แต่เพิ่งเป็นที่รู้จักผ่านหูผ่านตาคนไทยเมื่อไม่นานมานี้ ที่ประเทศนี้ให้ทราบไว้เลยว่าองุ่นและไวน์นั้นถือเป็นชีวิต เป็นจิตวิญญาณ และเป็นศาสนา ไวน์ใช้ในพิธีกรรมทุกอย่างในโบสถ์มาตั้งแต่ยุคก่อนศาสนาคริสต์ ลวดลายสัญลักษณ์หน้าโบสถ์หรือสถานที่สำคัญมักเป็นลายเถาองุ่น ทุกบ้านในจอร์เจียจะปลูกองุ่นที่ซุ้มประตูหน้าบ้าน เป็นสัญลักษณ์ เป็นร่มเงา เป็นวัฒนธรรม คนในจอร์เจียยืนยันว่าถ้าไม่มีองุ่นคนจอร์เจียก็คงจะอยู่ไม่ได้

28. ประเทศมัลดีฟส์ (Maldives) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

มัลดีฟส์ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐมัลดีฟส์ แต่คนทั่วไปจะนิยมเรียกว่า หมู่เกาะมัลดีฟ กันเสียมากกว่า ซึ่งตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย มีอาณาเขตอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศอินเดียและประเทศศรีลังกา ลักษณะภูมิประเทศนั้นเป็นลักษณะหมู่เกาะ ที่ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ที่วางตัวต่อเนื่องกันในแนวเหนือจรดใต้ ก่อให้เกิดลักษณะภูมิประเทศที่มีความสวยงามและเอื้อต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีหมู่เกาะถึง 1,990 เกาะเลยทีเดียว แต่มีเกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่เพียงไม่ถึง 250 เกาะเท่านั้น และในหมู่เกาะต่างๆกว่า 100 เกาะมีการพัฒนาและสร้างให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

29. ประเทศพม่า (Myanmar) : ท่องเที่ยวได้ 14 วัน

ประเทศพม่า หรือ เมียนมา เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าท่องเที่ยวมาก ถือได้ว่าเป็นไข่มุกเม็ดงามของเอเชียที่เพิ่งจะเผยโฉมให้เราเห็นความงดงามกัน ซึ่งประเทศนี้ก็ได้ซ่อนความสวยงามเอาไว้มากมาย ทั้งสถาปัตยกรรม วัดวาอาราม ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่าย โดยเฉพาะธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มีป่าเขาและท้องทะเลที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหนในโลก สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง, พระธาตุอินทร์แขวน, ทะเลสาบอินเล, พระมหามัยมุนี, เจดีย์กุโสดอว์, เมืองพุกาม, หาดงาปาลี, ภูเขาโปปา, เมืองพินอูลวิน, หาดฮเวซวง ซึ่งเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวชมก็คือ เมืองย่างกุ้ง, เมืองมัณฑะเลย์, เมืองพุกาม, เมือง Thandwe รัฐยะไข่ นั่นเอง เชื่อเถอะว่าใครได้เห็นภาพความสวยงามของประเทศนี้เป็นต้องชอบ

30. ประเทศกาตาร์ (Qatar) : ท่องเที่ยวได้ 30 วัน

กาตาร์ รัฐเล็กๆทางคาบสมุทรอาระเบียออกไปในอ่าวเปอร์เซีย  พื้นที่ประเทศมีรูปร่างคล้ายไข่มุก จึงถูกเรียกขานว่า ไข่มุกแห่งเปอร์เซียเป็นประเทศที่คนยุโรปและชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่สนใจมาทำงาน เพราะได้เงินเดือนดีมาก มีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซ่อนอยู่อย่างมหาศาล จึงถูกจัดอับดับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เศรษฐกิจของกาตาร์ขึ้นอยู่ภาคพลังงานเป็นหลัก อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและอิหร่านอีกด้วย ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่จะเป็นทะเลทราย จึงมีความแห้งแล้ง และอาจเกิดพายุทรายได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน (อุณหภูมิสูงถึง 50 องศา) ไทยส่งออกสินค้าไปยังกาตาร์จำนวนไม่น้อย เช่น สินค้าจำพวกยานยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรกล อัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากกาตาร์ ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ปุ๋ย และเคมีภัณฑ์ คุณต้องห้ามพลาดกับการไปเที่ยวยัง The Museum of Islamic Art, หมู่บ้านวัฒนธรรม Katara Cultural Village,  Souq Waqif ตลาดพื้นเมืองที่อยู่ติดพระราชวัง และ Landmark สำคัญอย่างมัสยิดประจำชาติ

 

หมายเหตุ

        1.* หมายถึง ประเทศที่ประกาศยกเว้นการตรวจลงตราแก่ไทยฝ่ายเดียว ที่เหลือนอกจากนั้น คือ ประเทศที่คำความตกลงทวิภาคีกับไทย

        2. ตัวเลขในวงเล็บ หมายถึง จำนวนวันที่สามารถพำนักอยู่ได้ เช่น ผู้ถือหนังสือเดินทางราชการของไทยสามารถเดินทางเข้ากัมพูชาโดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา โดยจะได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ได้ไม่เกิน 30 วัน

        3. เอกวาดอร์ประกาศยกเว้นการตรวจลงตราแก่คนทุกสัญชาติเพื่อการท่องเที่ยว เมื่อ มิ.ย. 2551 ซึ่ง สอท. ณ กรุงลิมา ได้แจ้งเพิ่มเติมว่าครอบคลุมถึงผู้ถือหนังสือเดินทางทุกประเภท

        4. ไต้หวันอนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่มีถิ่นที่อยู่ถาวร หรือได้รับการตรวจลงตราแบบเดินทางเข้า-ออกได้หลายครั้ง จากสหรัญอมเมริกา แคนาดา ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราในการเดินทางเข้าไต้หวัน

            สามารถขอหลักฐานเข้าไต้หวันได้ที่เว็บไซต์ http//nas.immigration.gov.tw/nase/ และนำหลักฐานที่ได้รับแสดงต่อสายการบินและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน (กรณีที่ผู้แสดงหลักฐานแต่ไม่สามารถแสดงวีซ่าของประเทศดังกล่าวในข้อ 1 จะถูกปฏิเสธการเข้าไต้หวัน)

        5. รัสเซียยกเว้นการตรวจลงตราให้ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยที่ประสงค์จะเดินทางเข้ารัสเซียเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น หากเป็นด้วยวัตถุประสงค์อื่น ก็อาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเมืองได้ ดังนั้น คนไทยที่จะเดินทางไปรัสเซียควรขอรับการตรวจลงตราให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ในการเข้าประเทศทุกครั้ง

        6. ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยจะได้รับการยกเว้นการตรวจลงจราในการเดินทางเข้าคอสตาริกา หากได้รับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว ลูกเรือ หรือธุรกิจเข้าสหรัฐฯ แคนาดา Schengaen ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้  และการตรวจลงตราดังกล่าวมีอายุเหลืออย่างน้อย 3 เดือน นับจากวันที่เดินทางเข้าคอสตาริกา หรือเป็นผู้ที่มีถิ่นพำนักถาวรในสหรัฐฯ แคนาดา หรือสหภาพยุโรปที่มีระยะเวลาอนุญาตให้พำนักในฐานะผู้มีถิ่นพำนักถาวรในประเทศดังกล่าวเหลืออย่างน้อย 6 เดือน นับจากวันที่เดินทางเข้าคอสตาริกา สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมสถานเอกอัคราชทูตคอสตาริกาประจำสิงคโปร์ หมายเลขโทรศัพท์ +65 6738 0566 อีเมล์ info@costaricaembassy-sg.net

          7. ปานามายกเว้นการตรวจลงตราให้ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยทุกประเภท โดยจะพำนักได้ไม่เกิน 6 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2555

          8. โคลอมเบียยกเว้นการลงตาให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่ได้รับการตรวจลงตราจากสหรัฐฯ (ไม่ใช่ประเภท Transit C1) และกลุ่มประเทศเชงเก้น (เฉพาะประเภท C และ D) ที่มีอายุการตรวจลงตราไม่น้อยกว่า 180 วัน นับจากวันที่เดินทางเข้าโคลอมเบีย รวมถึงยกเว้นการตรวจลงตราให้แก่ผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศเชงเก้นด้วย ทั้งนี้ ระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นฯ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโคลอมเบีย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการกงสุล


Copyright © 2018 phumthaitravel.com All Rights Reserved. Power BY applezeed.com
X