ATH ID01 ทัวร์ อินเดีย Grand India มุมไบ ปูเน่ อจันตา อโลล่า มุมไบ 6 วัน 3 คืน บิน SL
ATH ID01 ทัวร์ อินเดีย Grand India มุมไบ ปูเน่ อจันตา อโลล่า มุมไบ 6 วัน 3 คืน บิน SL
ทัวร์
อินเดีย
วันแม่
วันปิยะมหาราช
ราคาเริ่มต้น 24,888
รหัสทัวร์ ATH ID01
ระยะเวลา 6 วัน 3 คืน
สายการบิน
สรุปกำหนดการ
วันที่
สถานที่
อาหาร
เช้า | กลางวัน | เย็น
โรงแรม
  1 สนามบินดอนเมือง
X X X
  2 สนามบินดอนเมือง – มุมไบ – วัดมหาลักษมี – วัดสิทธิวินายัก – เกาะช้าง - ปูเน่
X
ORCHID HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว
  3 ปูเน่ - วัดศรีวิฆเนศวา เมืองโอซาร์ - วัดศรีคีรีจัตมา เมืองเลนยาดรี – ออรังกาบัด
AMBASSADOR HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว
  4 ออรังกาบัด – ถ้ำอะจันตา - ช้อปปิ้ง
VITS HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว
  5 ออรังกาบัด – ป้อมดาลาตาบัด – ถ้ำเอลโลล่า - บีบี กา มักบารา - มุมไบ
  6 มุมไบ-สนามบินดอนเมือง
X X X
สรุปกำหนดการ

1
สถานที่ : สนามบินดอนเมือง
อาหาร : X  X  X
โรงแรม :

2
สถานที่ : สนามบินดอนเมือง – มุมไบ – วัดมหาลักษมี – วัดสิทธิวินายัก – เกาะช้าง - ปูเน่
อาหาร : X   
โรงแรม : ORCHID HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว

3
สถานที่ : ปูเน่ - วัดศรีวิฆเนศวา เมืองโอซาร์ - วัดศรีคีรีจัตมา เมืองเลนยาดรี – ออรังกาบัด
อาหาร :    
โรงแรม : AMBASSADOR HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว

4
สถานที่ : ออรังกาบัด – ถ้ำอะจันตา - ช้อปปิ้ง
อาหาร :    
โรงแรม : VITS HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว

5
สถานที่ : ออรังกาบัด – ป้อมดาลาตาบัด – ถ้ำเอลโลล่า - บีบี กา มักบารา - มุมไบ
อาหาร :    
โรงแรม :

6
สถานที่ : มุมไบ-สนามบินดอนเมือง
อาหาร : X  X  X
โรงแรม :
ATH ID01 ทัวร์ อินเดีย Grand India มุมไบ ปูเน่ อจันตา อโลล่า มุมไบ 6 วัน 3 คืน บิน SL

เลือกวันที่ต้องการเดินทาง และกดจองได้เลยค่ะ

กำหนดวันเดินทาง
อัตราค่าบริการ
 
ผู้ใหญ่
[พักคู่]
ผู้ใหญ่
[พัก 3 คน]
เด็ก
[มีเตียงเสริม]
เด็ก
[ไม่มีเตียง]
ผู้ใหญ่
[พักเดี่ยว]
หมายเหตุ
 
21 - 26 ส.ค. 61
24,888
24,888
24,888
24,888
29,388
-
SOLD OUT
11 - 16 ก.ย. 61
24,888
24,888
24,888
24,888
29,388
-
SOLD OUT
25 - 30 ก.ย. 61
24,888
24,888
24,888
24,888
29,388
-
09 - 10 ต.ค. 61
26,888
26,888
26,888
26,888
31,388
-
SOLD OUT
23 - 28 ต.ค. 61 วันปิยมหาราช
26,888
26,888
26,888
26,888
31,388
วันปิยมหาราช
SOLD OUT

รายละเอียดโปรแกรมทัวร์

วันเเรก

23.30 น.
 
คณะพร้อมกัน ณ สนามบินดอนเมือง อาคาร 2 (ชั้น3) เคาน์เตอร์สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เคาน์เตอร์ 11-12 เจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกด้านเอกสารแก่ท่าน

วันที่สอง

02.25 น.
 
เหิรฟ้าสู่ มุมไบ ประเทศอินเดีย โดยสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินที่ SL218 (เวลาอินเดียช้ากว่าเวลาไทย 1.30 ชั่วโมง )
05.40 น.
 
เดินทางถึง สนามบินมุมไบ นำท่านผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง รับสัมภาระ จากนั้นนำท่านชมวัดมหาลักษมี (Mahalakshmi Temple) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่แห่งเมืองกลหาปุระ สร้างเพื่อถวายพระนางมหาลักษมี เทพแห่งความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งชาวบ้านรู้จักกันในนาม Amba Bai วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้า Karandev แห่งราชวงศ์ Chalukya ในศตวรรษที่ 7
จากนั้น
 
เดินทางสู่ วัดสิทธิวินายัก (Sidhivinayak Temple) เป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองมุมไบ และเป็นวัดที่ นักแสดง นักการเมือง และผู้มีชื่อเสียงในอินเดียให้ความศรัทธาเป็นอย่างมาก ชาวอินเดียมีความเชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิตหากมีโอกาสก็จะต้องเดินทางมาสักการะพระสิทธิวินายักอวตารปางหนึ่งของ พระพิฆเนศอธิษฐานขอพรจากท่านดังใจต้องการ
เที่ยง
 
รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร
บ่าย
 
เดินไปยังท่าน้ำตรง GATEWAY OF INDIA เพื่อทำการขึ้นเรือโดยสารเดินทางสู่ “เกาะช้าง” (Elephant Island) หรือ“ฆรบุรี” (เรือไม้ขนาดไซด์บรรจุผู้โดย สารได้ถึง 50 ท่านจะออกจากท่าประมาณทุกๆ ครึ่งชั่วโมงออกจากเกาะไปประมาณ 45 นาที) ภายหลังที่เรือแล่นออกจากท่าน้ำท่านสามารถเก็บบันทึกภาพประตูชัยที่อยู่ติดกับโรงแรมสุดหรูทัชมาฮาล จะได้ชมภาพทิวทัศน์ของท่าเมืองมุมไบตลอดเส้นทางเดินทางท่านจะสามารถเห็นฐานทัพเรือของอินเดียระหว่างทางสู่เกาะด้วย เที่ยวชม ถ้ำช้าง (Elaphanta caves) ตั้งอยู่บนเกาะกลางอ่าวหน้าเมืองมุมไบประมาณ 1500 กว่าปีมาแล้วกษัตริย์ราชวงศ์ไตรกูฏกะปกครองดินแดนที่ราบสูงเผ่าเดคข่านตะวันตกของอินเดียได้มีรับสั่งให้ทำการสร้างถ้ำนี้ขึ้นเพื่ออุทิศถวายเป็นเทวสถานแด่องค์พระศิวะเทพ จากนั้นนำท่านนั่งรถไฟจิ๋ว ( วิ่งโดยไม่มีคนขับเนื่องมาจากใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุม) ระยะทางไม่ถึงกิโลเมตรก็ถึงที่หมายรถไฟจะทำการจอดให้ลงพร้อมเดินขึ้นเขาเพื่อไปเยี่ยมชมถ้ำช้างตลอดทางขึ้นจะมีพ่อค้าแม่ค้านำสินของมาวางขายอยู่เกลื่อนกลาดผนังถ้ำส่วนแรกจะเป็นภาพสลักตอน“ศิวนาฎราช” ลักษณะพระศิวะเจ้าทรงแสดงการฟ้อนรำโดยกระบวนท่านาฏยศาสตร์ 108ท่าเพื่อให้อัฎจักรทุกสิ่งในจักวาลเคลื่อนที่ไปอย่างสมดุล (คล้ายกับปราสาทพนมรุ้ง) กลางถ้ำมีประติมากรรมรูปมเหศวรตรีมูรติ“ หรือพระศิว3หน้าหรือรูปปั้น 3 เศียร มีความสูงเกือบ 20 ฟีด (TRIMURTI ) พระพักตร์ตรงกลางเป็นพระศิวะผู้เมตตากรุณาหรือเรียกว่า “ จันทรเศษมูรติ“ พระพักตร์ทางด้านซ้าย จะเป็นพระศิวะปางดุร้ายเรียกว่า “ไภรวะ” พระพักตร์ทางด้านขวา จะเป็นใบหน้าสตรี ซึ่งหมายถึง “พระอุมาภควดี” ซึ่งเป็นอัครมเหสีของพระองค์) ถัดมานำท่านชมความงดงามของภาพ “ROYAL WEDDING“ ระหว่างพระศิวะกับพระอุมา (มีเรื่องเล่ากันว่าก่อนชาติพระอุมาพระนางได้เกิดมาในนามอื่นนั่นคือพระสตีพ่อตาเกิดรังเกียจลูกเขยอีกทั้งพูดจาถากถางดูถูก พระนางสตีจึงทำการโดดเข้ากองไฟเพื่อปกป้องเกียรติของพระสวามี ต่อมาเมื่อพระศิวะทราบจึงแผลงฤทธิ์ทำการสังหารคนที่ทำให้หญิงคนรักต้องจากไปจากนั้นพระองค์ก็แบกศพของนางสตีวิ่งร่ำไห้ไปรอบจักรวาลประดุจ จะขาดใจเมื่อสิ้นนางและพระองค์ก็ไม่ทำการชายตามองหญิงอื่นใดเลยจนกระทั่งพระสตีกลับชาติมาเกิดใหม่ เป็นเทพธิดาแห่งภูเขาหิมาลัยนามว่าพระอุมา“) ชมภาพพระศิวะปราบอันธกาสูธ( หมายถึงปราบปีศาจแห่งความมืด)ถัดมาด้านข้างตัวถ้ำมีโพรงใหญ่ใต้พื้นเป็นแอ่งน้ำธรรมชาติเขียวใสคนอินเดียถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์เพราะอยู่ใต้ถ้ำ... สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางกลับเข้าฝั่ง
จากนั้น
 
ออกเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงสู่ เมืองปูเน่ เมืองเก่าแก่ที่สำคัญทางวัฒนธรรมของอินเดีย ตั้งอยู่ในรัฐมหาราษฎร์ นำท่านเดินทางเข้าโรงแรมที่พัก
ค่ำ
 
รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม พักค้างคืนที่ปูเน่ ORCHID HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว

วันที่สาม

เช้า
 
รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม หลังอาหารนำท่านออกเดินทางสู่ วัดศรีวิฆเนศวา (Sri Vighneshwar) เมืองโอซาร์ (Ozar) เทวสถานแห่งนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องความงดงามทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะยอดโดมที่เป็นทองคำและความงดงามของพวงมาลัยที่ประดับอยู่ที่ตัวเทวาลัย ตำนานเล่าว่า กษัตริย์อภินันทะประกอบพิธีบูชายัญเพื่อจุติมาเป็นอินทรเทพ พระอินทร์ได้ทราบดังนั้นจึงสร้างวิฆนาสูรเพื่อส่งไปทำลายพิธีกรรมของกษัตริย์ อภินันทะ แต่วิฆนาสูรกลับทำลายพิธีและทำลายทุกอย่างทั้งหมด ทำให้ธรรมะหายไปจากทั้งสามโลก เหล่าฤษีนักบวชจึงอ้อนวอนต่อพระพิฆเนศให้เสด็จมาปราบวิฆนาสูร พระพิฆเนศใช้อำนาจสยบอำนาจทั้งหมดของวิฆนาสูร ทำให้วิฆนาสูรยอมแพ้และถวายตัวต่อองค์พระพิฆเนศเพื่อให้ไว้ชีวิตตน และขอร้องให้องค์พระพิฆเนศใช้ชื่อของตัวเองรวมกับพระนามของพระองค์เพื่อ ล้างบาปและเป็นบุญกุศลแก่วิฆนาสูร เทวรูปพระพิฆเนศที่นี่จึงถูกขนานนามว่า “ศรีวิฆเนศวร” หมายถึงผู้ขจัดอุปสรรคและภยันตราย จึงเชื่อว่าผู้ที่มาสักการะองค์ศรีวิฆเนศวรก่อนทำการใดๆ จะทำการนั้นได้สำเร็จราบรื่นไร้อุปสรรค จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ วัดศรีคีรีจัตมา (Girijatmaj Temple) เมืองเลนยาดรี (Lenyadri) ขอพรเพื่อให้มีบุตร และ ขอให้บุตรเป็นบุตรอันประเสริฐ กตัญญู เชิดชูวงษ์ตะกูลแก่บิดามารดา ตั้งอยู่ในถ้ำบนภูเขาริมแม่น้ำกุกดี ซึ่งครั้งหนึ่งถ้ำที่ภูเขาแห่งนี้ ได้ขุดเจาะเพื่อเป็นวัดในพระพุทธศาสนา หลังจากพระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อม ศาสนาฮินดูก็รุ่งเรืองและภายในถ้ำแห่งนี้ก็เกิดปาฏิหารย์ มีพระพิฆเนศเกิดขึ้นมาทำให้ชาวฮินดูขึ้นมายาตรามหาเทพ จึงทำให้ถ้ำแห่งนี้กลายเป็นถ้ำของพระพิฆเนศ การสักการะองค์พระพิฆเนศ จะต้องขึ้นบันได 283 ขั้น เทวะตำนานแห่งนี้เล่าว่า พระแม่อุมาเทวีอยากมีโอรสมาก จึงได้เดินทางมาที่ถ้ำคีรีจัตมาเพื่อมาทำพิธีปันยากพรต (บุญยักวริตะ) ขึ้นเพื่อเป็นการบูชาต่อพระวิษณุเทพ ตามการแนะนำของพระศิวะเป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้พระวิษณุโปรดปราณมาก จึงให้พระกฤษณะไปกำเนิดเป็นบุตรของพระแม่อุมาเทวี จึงเชื่อกันว่า พระพิฆเนศที่ถ้ำแห่งนี้เป็นอวตารปางหนึ่งของพระกฤษณะด้วย การยาตรามายังถ้ำเทวะสถานคีรีจัตมาแห่งนี้ก็เพื่อขอบุตร ซึ่งผลบุญแห่งการยาตรามาแสวงบุญนี้จะทำให้ผู้ที่ยังไม่มีบุตรและมาประกอบพิธีขอบุตรที่นี่จะประสบความสำเร็จสมหวังเสมอ จะได้บุตรที่ดีมีปัญญาหลักแหลมเหมือนดังองค์พระคเนศ ที่บริเวณถ้ำแห่งนี้สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเลนยาตรีได้อีกด้วย
เที่ยง
 
รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร
บ่าย
 
ออกเดินทางสู่ ออรังกาบัด ระยะทาง 235 กิโลเมตร ใช้เวลา 4 ชั่วโมงระหว่างทางชมธรรมชาติทิวทัศน์ความเป็นอยู่ของคนอินเดีย และวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่อีกเมืองนึงของประเทศอินเดีย
17.00 น.
 
ถึง เมืองออรังกาบัด ตัวเมืองมีกลิ่นอายของอารยธรรม และอิทธิพลมุสลิมอยู่ในรัฐมหาราษฏร ออรังกาบัด หมายถึง สร้างโดยมหาราชาตั้งชื่อตามมหาราชาออรังเซป เมืองออรังกาบัดเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เพราะบริเวณใกล้กับตัวเมืองมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์มากมาย อาทิเช่น ถ้ำอชันตาเอลโลร่า บีบีกามาชค์มาร่าฯลฯ นำท่านเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก
เย็น
 
รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม พักค้างคืนที่ออรังกาบาด AMBASSADOR HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว

วันที่สี่

07.00 น.
 
รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้น
 
นำท่านเดินทางสู่ ถ้ำอะจันตา ( AJAMTA CAVE ) ตั้งห่างจากเมืองออรังกาบาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 110 กิโลเมตร ถือเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียถ้ำอะจันตา“ ถ้ำมรดกโลก”(ถ้ำจะทำการปิดให้บริการทุกวันจันทร์) แบ่งออกเป็น2ยุคโดยในยุคแรกประมาณศตวรรษที่2ก่อนคริสตศักราช ได้ถูกสร้างออกมาในรูปลักษณะของ” วิหาร” ( วัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติสมาธิ–ของเหล่าพระภิกษุ) และ“เจดีย์“ เพื่ออุทิศแด่องค์พระพุทธเจ้า) มีหลักฐานเป็นภาพเขียนสีน้ำบนผนังที่ถ่ายทอดถึงเรื่องราวชาดกเข้าใจถึงพุทธ ประวัติเพราะมีการใช้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าโดยตามความเชื่อของชาวเถรวาทยุคที่สองประมาณคริสศตวรรษที่ 5-6 ได้มีการเพิ่มเติมโดยแกะสลักพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายพระองค์บนเจดีย์และบนผนังวิหารในแบบความเชื่อแบบใหม่หรือตามแบบของชาวมหายานถ้ำอะจันตา ( AJANTA CAVES ) ถือเป็นถ้ำที่มีการเจาะเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่จนได้รับเป็น สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกที่มีอายุมากกว่า2000ปีและภายในถ้ำก็มีถ้ำมหึมาขนาดใหญ่อีกกว่า30ถ้ำ โดยผนังถ้ำมีภาพจิตกรรมฝาผนังที่มีอายุนับกว่า1200 ปี
เที่ยง
 
รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น (ใกล้ถ้ำอะจันตา)
บ่าย
 
นำท่านเข้าชมสถาปัตยกรรมของถ้ำอะจันตาตั้งแต่ถ้ำแรก ถ้ำเบอร์ 2 เป็นถ้ำของฝ่ายมหายานมีชื่อเสียงด้านภาพวาด ส่วนใหญ่เป็นภาพดอกบัว ถ้ำเบอร์ 3 ซึ่งเป็นถ้ำเล็กๆ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ ถ้ำเบอร์ 4 มีความกว้างใหญ่ที่สุดในบรรดาถ้ำทั้งหมด ด้านหน้ามีรูปแกะสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อีกทั้งพระพุทธรูปปางประทับยืน ส่วน ถ้ำเบอร์ 5 ยังทำการก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ถ้ำเบอร์ 6 มีพระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนาที่มีพระสรีระแตกต่างจากถ้ำอื่นอีกทั้งเป็นหินชนิดเดียวกับถ้ำรอบๆ องค์พระพุทธรูปมีภาพวาดที่ผนังและเพดาน ทางด้านซ้าย ของถ้ำมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า MUSICAL PILLARS (ใช้สันมือกระแทกหรือเคาะที่กลางเสาจะมีเสียงดังกังวาลออกมา) ถ้ำเบอร์ 7 ด้านในของถ้ำ มีพระพุทธรูปแกะสลักที่ผนังถ้ำ ลักษณะคล้ายกับครั้งที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ยมกปาฏิหาริย์ แตกต่างจากถ้ำเบอร์ 2 ตรงที่เป็นภาพวาด แต่ที่ถ้ำเบอร์ 7 นี้แกะสลักหินแทน อีกทั้งตรงกลาง ประดิษฐานพระประธานรายล้อมไปด้วยพระพุทธรูป ปางประทับยืน และ เหล่าเทพเทวดา ถ้ำเบอร์ 9 และ 10 เป็นถ้ำของเถรวาท ภายในเป็นห้องโถงสูงยาว มีช่องรับแสงอยู่ด้านบน ถ้ำเบอร์ 11-12-13 ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่พักอาศัยไม่มีรายละเอียด เพียงแต่ที่ถ้ำเบอร์ 12 มีองค์พระประธาน ถ้ำเบอร์ 14 เป็นถ้ำเล็กๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันมาใช้เป็นสำนักงาน ถ้ำเบอร์ 16 เป็นของฝ่าย มหายาน มีภาพ พระนางชนบทกัลยานี ที่เพิ่งแต่งงานกับ พระนันทะ กำลังเฝ้ารอพระสวามีกลับมาด้วยความโศกเศร้า ภายหลังจากที่พระพุทธ องค์ทรงพาพระนันทะไปบวชภายในยังมีพระประธานในถ้ำเช่นเดียวกัน ฯลฯ ...จนถึงถ้ำสุดท้ายได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางกลับเมืองออรังกาบัดเส้นทางเดิม โดยทางรถ (ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง) อิสระช้อปปิ้ง สินค้าพื้นเมืองของเมืองออรังกาบัด
ค่ำ
 
รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตคาร พักค้างคืนที่ออรังกาบัด VITS HOTEL หรือเทียบเท่า 4 ดาว

วันที่ห้า

07.00 น.
 
รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้น
 
นำท่านเดินทางสู่ ถ้ำเอลโลล่า (ระยะทาง 30 กม.ประมาณ 1 ชม.) ระหว่างทางผ่านชม “ป้อมเดาลาตาบัด” ป้อมปราการโบราณรอบภูเขาดัลคีรี ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ยารวะและถูกกษัตริย์อลาอุดดินคัลจิ ชาวมุสลิมยึดได้ใน พ.ศ. 1839 กลายเป็นเมืองหลวงอินเดียภายใต้การปกครองของกษัตริย์มุสลิมอยู่พักหนึ่ง ก่อนถูกทิ้งร้างย้ายไปสร้างเมืองออรังกาบัด ชมซากมัสยิดที่ยังเหลือซากเสาจำนวน 106 ต้น ชมป้อมปราการ พระราชวังบนเสาอายุกว่า 700 ปี ถึงถ้ำเอลโลล่า (ELLORA CAVES ) (ถ้ำจะปิดให้บริการทุกวันอังคาร ) ชมความงามที่ยิ่งใหญ่ของหมู่ถ้ำที่เกิดจากการเจาะแกะสลักภูเขาหินทั้งลูกด้วยฝีมือสาวก 3 ศาสนาที่แข่งขันกันคือ ศาสนาฮินดู พุทธ และเชนถ้ำเอลโลร่ามีทั้งหมด 34 ถ้ำ โดยมีการแบ่งออกเป็น ถ้ำทางพุทธศาสนา 12 ถ้ำ ถัดมา 17 ถ้ำคือ เทวาลัยของชาวฮินดู และ วิหารถ้ำลักธิ เชน 5 ถ้ำ สถานที่แห่งนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี 1983 ถือเป็นถ้ำที่เกิดจากการแกะสลักภูเขาทั้งลูกออกเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ศาสนา นำท่านกราบนมัสการ พระพุทธรูปที่มีอายุมากกว่า 1,200 ปี ภายในถ้ำยังมีภาพแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงอีกมากมาย อาทิ องค์พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ พระพิฆเนศ ช้างเอราวัณ อีกทั้งภาพของนางอัปสร เป็นต้น ถ้ำที่ 16 ถือเป็นถ้ำที่อลังการที่สุด เป็นที่ที่มีศิวลึงค์เป็นจุดศูนย์กลาง
เที่ยง
 
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย
 
นำท่านเดินทางกลับออรังกาบัด ชม บีบี กา มักบารา (BiBiKa Maqbara) สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก สร้างโดยพระโอรสของออรังเซบ ทรงสร้างเพื่อรำลึกถึงพระมารดา พระนาง บีกัมราเบีย อุเด ดาราณี สถาปัตยกรรมลักษณะคล้ายทัชมาฮาล จากนั้นแวะให้ท่านช้อปปิ้ง ซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย อาทิ เครื่องทองเหลือง ผ้าปักลายโบราณที่จำลอง มาจากผนังถ้ำ อายุ 1,200 ปี และเครื่องประดับลวดลายแปลกตา
ค่ำ
 
รับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคาร แล้วนำท่านเดินทางสู่สนามบินมุมไบ ใช้เวลา 8-9 ชั่วโมง

วันที่หก

03.00 น.
 
เดินทางถึง สนามบินมุมไบ แล้วนำท่านเช็คอินเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ
06.55 น.
 
ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินที่ SL219
12.45 น.
 
เดินทางถึง สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

เงือนไขการจอง

0
0
รวม
0

โทรจองทัวร์นี้ 02-011-9250
จองผ่าน LINE ID : phumthaitravel หรือ 0959194761
Copyright © 2018 phumthaitravel.com All Rights Reserved. Power BY applezeed.com
X