ชาญี่ปุ่น 8 ชนิด พร้อมคุณประโยชน์
เมื่อพูดถึงเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น “ชาเขียว” คงเป็นสิ่งแรกๆที่แวบเข้ามาในหัวของพวกเรากันอย่างแน่นอน โดยชาเขียวของญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มีแค่ชาเขียวแบบที่เรารู้จักเท่านั้น แต่ยังแบ่งประเภทของชาได้อีกหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำชาญี่ปุ่น 8 ชนิดพร้อมประโยชน์กันค่ะ

 

1. เซนฉะ (煎茶, Sencha)

เซนฉะคือชาเขียวทั่วไปที่เรารู้จักกัน หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เรียะคุฉะ (緑茶) โดยชาชนิดนี้เป็นชาที่ผลิตด้วยกรรมวิธีการผลิตชาญี่ปุ่นแบบทั่วไปด้วยการนำใบชาไปนึ่งเพื่อลดระดับการทำงานของเอ็นไซม์ก่อนจะนำไปหมัก ทำให้ชาชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือมีสารคาเทชิน (catechin) หรือสารต้านอนุมูลอิสระหลงเหลืออยู่มาก

สารคาเทชินที่มีในเซนฉะจะช่วยลดระดับการดูดซึมไขมันและเป็นส่วนประกอบที่ช่วยป้องกันความเสียหายของเซลล์ร่างกาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เซนฉะนั้นเป็นหนึ่งในชาที่นิยมดื่มกันในหมู่ผู้รักสุขภาพ

 

2. เกียวคุโระ (玉露, Gyokuro)

เกียวคุโระคือเซนฉะชนิดหนึ่งที่ได้รับการประเมินค่าให้เป็นเซนฉะชั้นสูง และถูกจัดให้เป็นชาอีกชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากเซนฉะทั่วไป การลิ้มรสเกียวคุโระรสชาติดีนั้น ความสำคัญอยู่ที่อุณหภูมิของน้ำร้อนที่ใช้ชง โดยน้ำร้อนจะต้องมีอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงเกินไปจะทำให้ชามีรสฝาด

เกียวคุโระนั้นมีส่วนประกอบมากมายทั้งคาเฟอีน คาเทชิน ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินอีกหลายชนิด ด้วยฤทธิ์ของชาที่เหมาะกับการดื่มเพื่อบำรุงความงาม ดังนั้นจึงเป็นชาที่เหมาะผู้ที่ต้องการทั้งความงามและสุขภาพดี

 

3. บังฉะ (番茶, Bancha)
บังฉะคือใบชาหยาบธรรมดา กรรมวิธีในการผลิตบังฉะนั้นแทบจะเหมือนกันกับเซนฉะ แต่บังฉะนั้นผลิตจากใบชาที่เก็บเกี่ยวครั้งที่สามหรือสี่หลังฤดูร้อน ซึ่งบางพื้นที่จะจัดให้ชาชนิดนี้รวมอยู่ในประเภทเดียวกับโฮจิฉะ (ほうじ茶) เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตชาชนิดนี้เป็นใบชาที่โตแล้ว ไม่ใช่ใบชาอ่อน ดังนั้นจึงมีสารแทนนิน (tannin) มาก มีคาเฟอีนน้อย รสชาติอ่อนและมีความฝาดแฝงอยู่ในความสดชื่น

โดยปกติแล้วบังฉะจะใช้ใบชาที่เก็บเกี่ยวช้าในช่วงหลังจากฤดูร้อน เทียบได้กับเซนฉะราคาถูกที่ไม่ได้คั่ว แต่บังฉะนั้นมีสรรพคุณในแง่ของการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดเนื่องจากมีสารพอลิซัคคาไรด์ (polysaccharide) อยู่ในใบชาและทำงานร่วมกับสารคาเทชินที่มีอยู่ในเซนฉะนั่นเอง

 

4. โฮจิฉะ (ほうじ茶, Hojicha)

โฮจิฉะนั้นคือการนำเซนฉะ (煎茶) บังฉะ (番茶) และคุคิฉะ (茎茶) มาคั่วจนมีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้รสสัมผัสอ่อนๆแทบไม่มีรสฝาด โฮจิฉะจัดอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่าเกียะคุโระและเซนฉะ แม้ว่าโฮจิฉะจะนับเป็นเซนฉะชนิดหนึ่งก็ตาม แต่โดยทั่วไปแล้วมักดื่มกันในครัวเรือนเสียมากกว่า แต่ที่เกียวโตซึ่งมีวัฒนธรรมการดื่มโฮจิฉะนั้นกลับมีการเสิร์ฟโฮจิฉะในภัตตาคารด้วยเช่นกัน

เมื่อดื่มโฮจิฉะ ผู้ดื่มจะได้สัมผัสกับความรื่นรมย์ไปกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งเกิดจากการนำใบชาไปคั่ว ซึ่งการคั่วจะช่วยลดความฝาด (จากพวกสารแทนนิน) และคาเฟอีนลง โฮจิฉะจึงเป็นชาที่ได้รับความนิยมเพราะดื่มได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ

 

5. เก็นไมฉะ (玄米茶, Genmaicha)

ชาผสมข้าวคั่วหอมกรุ่น เกิดจากการนำบังฉะไปผ่านความร้อนสูงและนำมาผสมรวมกับเก็นไม (ข้าวกล้อง) ที่นำไปนึ่งและคั่วจนกลายเป็นสีน้ำตาล เก็นไมฉะนั้นไม่ใช่ชาชั้นสูง แต่เป็นชาที่มีจุดเด่นอยู่ที่รสอ่อนและกลิ่นอันแสนหอมหวน เคล็ดลับคือการต้มชาในน้ำเดือดจัดไม่นานนัก หากใช้เวลานานจะมีรสฝาดออกมา

กาบา (GABA) ที่อยู่ในเก็นไมจะช่วยลดปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอล รวมถึงช่วยป้องกันโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคเส้นเลือดตีบได้อีกด้วย

 

6. ฟุคะมุชิฉะ (深蒸し茶, Fukamushicha)

ใช้วิธีการผลิตชาญี่ปุ่นอย่างเดียวกับเซนฉะ (煎茶) ทามะเรียะคุฉะ (玉緑茶) เกียวคุโระ (玉露) คาบุเซฉะ (かぶせ茶) โดยปกติแล้วกระบวนการผลิตเซนฉะจะใช้เวลาในการนึ่งใบชาสดประมาณหนึ่งนาที แต่ใบชาที่ใช้เวลานึ่ง 3 นาทีนั้นจะเรียกว่าฟุคะมุชิฉะ โดยมีจุดเด่นที่รสอร่อยลุ่มลึกของชาซึ่งคลายความฝาดและรสชาติอ่อนลง

ในอีกแง่หนึ่ง ฟุคะมุชิฉะมีสรรพคุณช่วยในการควบคุมสารก่อมะเร็ง ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยชะลอความชรา ชาชนิดนี้จึงเป็นชาเพื่อสุขภาพที่สามารถดื่มได้เป็นประจำ



7. คาบุเซฉะ (かぶせ茶, Kabusecha)

ชื่อของคาบุเซฉะมาจากกรรมวิธีการผลิตชาที่นำม่านบังแสงมาคลุมต้นชาทีละต้น โดยคำว่าคลุมในภาษาญี่ปุ่นคือ คาบุเซหรุ (被せる) จึงได้ชื่อว่า คาบุเซฉะ (かぶせ茶) นั่นเอง โดยจะปลูกไว้ระหว่างเซนฉะทั่วไปกับเกียวคุโระ ชาชนิดนี้ความฝาดจากคาเทชินจะน้อยกว่าเซนฉะแต่มีรสอร่อยของแทนนินมากกว่า จึงเป็นชาที่มีรสชาติอร่อยลงตัว

ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ต้องใช้แรงงานคน ทำให้คาบุเซฉะเป็นชาที่มีภาพลักษณ์ของชาราคาแพงอีกด้วย

 

8. ฮะคุโยฉะ (白葉茶, Hakuyocha)

จุดเด่นของฮะคุโยฉะคือการใช้ใบชาที่มีสีออกขาวมาใช้แทนใบชาทั่วไป โดยจะมีการบังแสงแดดก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณสองสัปดาห์ขึ้นไป ทำให้ใบชาที่ได้มีสีออกขาวและมีกรดอะมิโนมากกว่าใบชาทั่วไปประมาณสามเท่า รวมถึงรสอร่อยของใบชาที่มีมากตามไปด้วยเช่นกัน

แต่เนื่องด้วยวิธีการปลูกที่สกัดกั้นการสังเคราะห์แสงซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อความอยู่รอดของพืชนั้นทำให้ต้นชาต้องรับภาระหนัก ดังนั้น หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วครั้งหนึ่งจึงจำเป็นต้องให้ต้นชาได้พัก ส่งผลให้สามารถผลิตชาชนิดนี้ได้น้อยและนับเป็นชาที่มีราคา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชื่อของฮะคุโยฉะไม่เป็นที่คุ้นหูคนทั่วไปสักเท่าไหร่นัก เนื่องจากเป็นชาที่มีราคาสูงและหายากนั่นเอง

ชาญี่ปุ่นมีหลากหลายและมีคุณประโยชน์มากมายจริงๆ มาเที่ยวญี่ปุ่นคราวหน้าอย่าลืมเลือกชากลับไปเป็นของฝากติดไม้ติดมือกันนะคะ
Copyright © 2018 phumthaitravel.com All Rights Reserved. Power BY applezeed.com