10 เมืองน่าเที่ยว ที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก


10 เมืองน่าเที่ยว ที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก




ทุกวันนี้การไปเที่ยวต่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินฝันอีกต่อไป เพราะการเดินทางที่สะดวกมากขึ้นและข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นทำให้เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่แปลกใหม่ได้ตลอด วันนี้จะพาไปรู้จักกับหลายเมืองน่าเที่ยวที่คิดว่าคนไทยยังไม่ค่อยนิยมไปกันสักเท่าไร อาจจะด้วยเพราะไกลไปนิดหรือข้อมูลที่หาได้ยังน้อยไปหน่อย แต่รับรองเลยว่าถ้าได้รู้จักแล้วจะต้องอยากไปเที่ยวกันแน่นอน



 1. หมู่เกาะแฟโร (Faroe Island)






ใครที่จะไปเที่ยวแถบสแกนดิเนเวียถ้าได้ลองแวะไปเที่ยวที่หมู่เกาะแฟโรแล้วจะต้องอยากกลับไปอีกครั้ง เกาะแฟโรตั้งอยู่ระหว่างประเทศนอร์เวย์และไอซ์แลนด์ แม้จะเป็นเกาะขนาดไม่ใหญ่ แต่ที่นี่ก็อัดแน่นไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติที่หาไม่ได้จากที่ไหน ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวประเภทที่ชอบการผจญภัย ชอบกิจกรรมกลางแจ้งรับรองว่าถูกใจแน่นอน กิจกรรมที่อยากแนะนำคือ ปีนเขา บนเกาะแฟโรนั้นมีเนินเขาอยู่มากมาย ไม่แน่ว่าบนเขาที่ใดที่หนึ่งคุณอาจได้พบกับประภาคารและหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง และยังมีวิวสวยๆ ของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีใครมาทำลาย
 
ถ้าอยากไปเที่ยวเกาะแฟโรสามารถไปขอวีซ่าที่สถานฑูตเดนมาร์กได้ สำหรับเรื่องของสภาพอากาศจะต้องเตรียมตัวอย่างดีเช่นกัน เพราะบางทีคุณอาจเจอสภาพอากาศแบบ 4 ฤดูในวันเดียวก็ได้ และถ้าอยากเที่ยวให้เต็มที่แนะนำให้ไปช่วงกลางฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่มีกลางวันยาวนานถึง 19 ชั่วโมงเลยทีเดียว 




2. การ์ตาเคนา, โคลอมเบีย (Cartagena, Colombia)



มาทำความรู้จักกับประเทศในลาตินอเมริกากันบ้างกับเมืองบรรยากาศดีๆ ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ชายหาดแสนสวยและบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลที่เต็มไปด้วยสีสัน ทำให้การ์ตาเคนาเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ หลายๆ เมืองในโคลอมเบียอาจจะมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักในเรื่องของความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ที่การ์ตาเคนานั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีปลอดภัยมากที่สุดในโคลอมเบีย
 
ย่านท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองมีอยู่สองย่านใหญ่ๆ คือบริเวณกำแพงเมืองเก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ร้านอาหารหลากสไตล์, โรงแรม และคลับ อีกย่านคือ Bocagrande ซึ่งเป็นย่านที่พักริมชายหาด เป็นบริเวณพักผ่อนและจุดทำกิจกรรมทางน้ำ สำหรับย่านที่เก่าแก่ที่สุดของการ์ตาเคนา คือบริเวณ Plaza Trinidad ใน Getsemani


3.  อัลเบอร์ต้า, แคนาดา (Alberta, Canada)





ขึ้นชื่อว่าแคนาดาธรรมชาติและเทือกเขาสูงนั้นสวยไม่เป็นสองรองใคร อย่างที่อัลเบอร์ต้าธรรมชาติอันสวยงามของเทือกเขาร็อกกี้ ป่าไม้และทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ เป็นเหมือนกับดักที่คนที่มาเที่ยวไม่สามารถหลุดไปได้ง่ายๆ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมภาพของอัลเบอร์ต้าที่ผ่านสายตาส่วนใหญ่เป็นภาพของธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะอัลเบอร์ต้าเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติอันอุดมสมบูรณ์หลายแห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติแบมฟ์, อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์, อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเทอร์ตัน
 
แต่ถ้าใครไม่ใช่สายธรรมชาติเต็มตัว และชอบความเป็นเมืองใหญ่อันทันสมัยสามารถเลือกพักผ่อนที่เมืองคัลการีได้ ซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวและที่ช้อปปิ้งครบ แต่อยากบอกว่าถ้าไปถึงอัลเบอร์ต้าทั้งทีธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งนี่แหละคือสิ่งที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง



4. ซานฮวน, เปอร์โตริโก (San Juan, Puerto Rico)





ซานฮวนเมืองหลวงของเปอร์โตริโก เป็นหนึ่งในเมืองเมืองท่าที่ดีที่สุดของแคริบเบี้ยน ความสวยของซานฮวนแบ่งได้เป็นสองแบบ คือโซนเมืองใหม่บริเวณชายหาดที่เต็มไปด้วยโรงแรมใหญ่ ไนท์คลับ คาสิโน และที่พลาดไม่ได้คือบริเวณย่านเมืองเก่าที่จะพาคุณย้อนกลับไปยังอดีตที่ยังคงอบอวลอยู่รอบๆ บ้านเรือนแบบโคโลเนียล
 
ถ้ามาเที่ยวในย่านเมืองเก่าของซานฮวนสิ่งที่ควรมีติดตัวคือรองเท้าที่เดินสบาย เพราะย่านเมืองเก่าเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ร้านอาหารและร้านค้ามากมาย ที่คุณสามารถเดินเที่ยวชมได้ไม่มีเบื่อ แนะนำให้เริ่มต้นการเดินที่บริเวณทางเดินเลียบทะเลจากนั้นค่อยเดินลัดเลาะไปตามถนนแคบๆ ที่ปูด้วยหิน แล้วคุณจะพบกับเสน่ห์ของเมืองที่แท้จริง


 5.  โลโฟเตน, นอร์เวย์ (Lofoten, Norway)


โลโฟเตนมีชื่อในเรื่องของธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยสะกดใจ สัญลักษณ์อย่างนึงของเกาะแห่งนี้คือหมู่บ้านชาวประมงแบบนอร์ดิกสีแดงสีขาวที่ตั้งอยู่ริมทะเล ช่วงเวลาที่น่าไปคงไม่พ้นหน้าหนาวที่ไม่ได้มีเพียงวิวของหิมะที่ปกคลุมไปทั่ว ช่วงนี้ยังสามารถเห็นแสงเหนือได้อีกด้วย
 

ถ้าถามว่าไปโลโฟเตนนอกจากไปถ่ายรูป ชมวิวตอนพระอาทิตย์เที่ยงคืนแล้ว มีอะไรให้ทำอีกบ้าง ขอบอกว่าถ้าอยากเสพธรรมชาติให้เต็มอิ่มต้องเน้นกิจกรรมที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงความสวยงามมากขึ้น กิจกรรมที่นิยมกันคือ พายคายัคและปีนเขา แล้วคุณจะได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน 


6.  อันทาเลีย, ตุรกี (Antalya, Turkey)


วิวสวยๆ ของภูเขาสูงที่ทอดยาวจรดทะเลสีฟ้าใส และโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทำให้อันทาเลียเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของตุรกี ช่วงเวลาที่น่าไปที่สุดคือช่วงเดือนเมษายน เพราะอากาศกำลังดีและไม่ร้อนมากเกินไป
 

จุดท่องเที่ยวสำคัญๆ ของอันทาเลียอยู่ทางตะวันออกและตะวันตก ซึ่งมีชายหาดชื่อดังของเมืองอยู่สองหาดคือ Lara Beach อยู่ทางฝั่งตะวันออกของเมือง และ Konyaalti Beach ทางฝั่งตะวันตก อีกจุดที่น่าสนใจคือย่านเมืองเก่า Kaleici เป็นที่ตั้งของกำแพงเมืองเก่าและโบราณสถานอื่นๆ เช่น หอนาฬิกา ท่าเรือ


7. โรวินจ์, โครเอเชีย (Rovinj, Croatia)



เมืองโรวินจ์ประเทศโครเอเชียได้ชื่อว่าไข่มุกสีน้ำเงินแห่งทะเลเอเดรียติก จุดท่องเที่ยวที่จะต้องไปมีอยู่สองแห่งคือ ย่านเมืองเก่า บ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนถนนแคบๆ ที่ปูด้วยหินและตรอกซอกซอยมากมายทำให้ที่นี่มีเสน่ห์และน่าค้นหา สัญลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองนี้คือโบสถ์ St.Euphemia Cathedral ซึ่งมีหอระฆังสูงกว่า 61 เมตร ย่านเมืองเก่าของโรวินจ์เป็นที่เหมาะกับการเดินเล่นช้าๆ นั่งชิลสบายๆ เพราะในเมืองมีทั้งแกลลอรี่ที่น่าชม คาเฟ่และร้านอาหารบรรยากาศดีๆ อยู่มากมาย
 

อีกจุดหนึ่งคือบริเวณท่าเรือที่มีบรรยากาศดีไม่แพ้กัน ยิ่งช่วงตอนเย็นลองนั่งเล่นในคาเฟ่เก๋ๆ ริมอ่าวจะได้พบกับวิวพระอาทิตย์ตกดินสวยๆ ให้บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ เลยทีเดียว


8.  วัลเลตตา, มอลตา (Valletta, Malta)


เมืองหลวงของมอลตาและเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมบาโรกแบบดั้งเดิม วิธีท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเมืองท่าแห่งนี้เพื่อที่จะไม่พลาดสถานที่ที่น่าสนใจคือการเดินและเดิน เพราะวัลเลตตาเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่ซึ่งมีการวางผังเมืองมาอย่างดี จึงเดินเที่ยวได้ง่าย เนื่องจากเมืองอยู่บนเนินเขาจึงมีบันไดอยู่บริเวณตรอกซอกซอยหลายแห่ง และตามตรอกซอกซอยเหล่านี้ก็มีมุมสวยๆ อยู่มากมาย
 

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองเริ่มกันที่  Upper Barrakka Gardens สวนสวย ที่สามารถมองเห็นวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและท่าเรือโบราณของมอลตาได้ อีกแห่งที่ต้องไปคือ St.Johns co Cathedral โบสถ์เก่าแก่สไตล์บาร์โรก และพระราชวัง Grand Masters Palace



9. ยามากาตะ, ญี่ปุ่น (Yamagata, Japan)


คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะอยู่แล้วแต่ส่วนใหญ่ก็จะไปเมืองใหญ่อย่าง โตเกียว เกียวโต โอซาก้า ฮอกไกโด เป็นต้น วันนี้จึงอยากพาไปรู้จักกับหนึ่งเมืองที่คนไทยยังไม่ค่อยไปกันแต่เป็นเมืองที่น่าสนใจอย่างเมืองยามากาตะ เพราะธรรมชาติที่สวยทุกฤดู วัฒนธรรมดั้งเดิม และอาหารอร่อยขึ้นชื่อ ทั้งหมดรวมอยู่ที่ยามากาตะ เริ่มกันที่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ภูเขาซาโอะมีทุ่งปีศาจน้ำแข็งอันโด่งดัง เกิดจากหิมะและน้ำแข็งปกคลุมต้นไม้จนทำให้มองดูเหมือนเป็นรูปปั้น ยามากาตะยังเป็นหนึ่งในแหล่งแช่ออนเซ็นที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ที่นี่มีบ่อน้ำพุร้อนกระจายอยู่ทั่วจังหวัด ซึ่งแต่ละที่ก็มีความพิเศษแตกต่างกันไป
 

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ไม่ควรพลาดคือวัดยามาเดระ เป็นหนึ่งในสมบัติทางวัฒธรรมที่สำคัญแห่งชาติ วัดตั้งอยู่บนภูเขาอันเงียบสงบ มีจุดชมวิว Godaido เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของวัด และถ้าไปเที่ยวยามากาตะต้องไม่พลาดชิมซุปเผือก (อิโมนิ) และที่เด็ดสุดคือเนื้อวัวโยเนะซะวะที่อร่อยไร้ที่ติ จากโตเกียวสามารถเดินทางมายามากาตะได้ด้วยรถไฟยามากาตะชินคันเซ็น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง


 10. ควีนทาวน์, นิวซีแลนด์ (Queenstown, New Zealand)



ถ้าพูดถึงนิวซีแลนด์เรื่องของธรรมชาติบอกได้เลยว่าสวยงามไม่แพ้ที่ไหน สำหรับควีนทาวน์ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบวาคาติปูที่น้ำใสราวคริสตัล และยังล้อมรอบด้วยแนวเทือกเขาสูง ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องของกิจกรรมกลางแจ้งสุดหลากหลาย เช่น ปีนเขา บันจี้จั้มพ์ เจ็ทโบ็ท สกี
 
แต่ถ้าใครอยากเที่ยวแบบชิลๆ สามารถล่องเรือที่ทะเลสาบวาคาติปูได้ วิวของภูเขาสูงกับน้ำใสๆ จะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างแน่นอน อีกหนึ่งจุดที่น่าไปเยี่ยมชมคือ Arrowtown เมืองเล็กๆ ที่สร้างขึ้นปลายศตวรรษที่ 18 เป็นเมืองที่เคยคึกคักอย่างมากในยุคตื่นทอง ปัจจุบันยังคงบ้านเรือนแบบอดีตอยู่ แนะนำให้ไปช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะสวยเป็นพิเศษ หรือถ้ามีเวลามากลองซื้อทัวร์ไปเที่ยวสถานที่ใกล้ๆ กันอย่าง Milford Sound คุณจะได้ซึมซับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มที่
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  govivigo.com


Copyright © 2018 phumthaitravel.com All Rights Reserved. Power BY applezeed.com
X